PDFtoBOQ กลับหน้าแรก

การวิเคราะห์ใบเสนอราคาผู้รับเหมา: ระเบียบวิธีตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงต้นทุน และการตรวจจับสัญญาณเตือนเชิงวิศวกรรม

เขียนโดย: รณกฤต ตันสว่างกุล — วุฒิ: วศ.ม. (วิศวกรรมและการบริหารการก่อสร้าง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมการก่อสร้าง
เผยแพร่เมื่อ: 17 กันยายน 2569 อัปเดตล่าสุด: 17 กันยายน 2569

บทคัดย่อเชิงปฏิบัติการ (Executive Summary)

การตัดสินว่าราคาค่าก่อสร้างที่เสนอโดยผู้รับเหมาสมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่สามารถประเมินได้จากตัวเลขยอดรวมสุทธิหรือ การเทียบเคียงกับ "ราคาต่อตารางเมตร" ทั่วไป เนื่องจากสมมติฐานทางเทคนิค ขอบเขตงาน และระดับข้อกำหนดคุณสมบัติของ วัสดุ (Material Specifications) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางตรวจสอบที่เที่ยงตรงที่สุดคือการจัดทำ บัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาอิสระ (Independent BOQ) ควบคู่กับการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนทางอ้อม (Factor F) การตรวจจับกลยุทธ์ Front-Loaded Bidding และการสอบทานความคลาดเคลื่อนตามเกณฑ์วิศวกรรมควบคุม เพื่อจำแนกความ แตกต่างระหว่างปริมาณงานจริงกับอัตรากำไรส่วนเพิ่มอย่างเป็นระบบ

4 ตัวแปรหลักที่ทำให้ราคาเสนอของผู้รับเหมาแต่ละรายแตกต่างกัน

จากประสบการณ์ตรวจสอบราคาก่อสร้างจริง ความแตกต่างของราคาเสนอขายระหว่างผู้รับเหมาในระดับ 20-30% เป็นช่วงที่ พบได้บ่อย (ตัวเลขนี้เป็นค่าที่พบบ่อยจากประสบการณ์วิชาชีพ ไม่ใช่สถิติจากงานวิจัยที่เผยแพร่เป็นทางการ) และมัก ไม่ได้เกิดจากการทุจริตราคาเสมอไป แต่เกิดจากปัจจัยความผันแปรเชิงระบบ 4 ประการ:

ระดับข้อกำหนดคุณสมบัติของวัสดุ (Specification Discrepancy)

คำระบุทั่วไป เช่น "กระเบื้องปูพื้น" หรือ "ปูนซีเมนต์ผสม" มีช่วงราคาในตลาดที่กว้างมากตามเกรด มิติความหนา และมาตรฐานอุตสาหกรรม การระบุวัสดุต่างเกรดส่งผลให้ต้นทุนวัสดุแตกต่างกันได้หลายเท่าตัว

ขอบเขตการทำงานตามสัญญา (Scope of Work: SOW)

รายการที่รวมอยู่ในสัญญาของแต่ละรายอาจไม่สอดคล้องกัน เช่น บางรายรวมงานเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน งานปรับภูมิทัศน์ หรือระบบทดสอบและรับรองความปลอดภัยทางวิศวกรรม (Commissioning) ขณะที่บางรายคิดแยกเป็นหมวดงานเพิ่มเติม

โครงสร้างค่าดำเนินการและผลกำไร (Overhead and Profit)

ผู้รับเหมาแต่ละระดับ (นิติบุคคลขนาดใหญ่ vs ทีมงานรายย่อย) มีสัดส่วนต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ค่าบริหารจัดการหน้างาน และนโยบายส่วนต่างกำไร (Margin) ที่ไม่เท่ากัน

ความคลาดเคลื่อนในการถอดแบบ (Take-off Variance)

แต่ละรายอาจมีวิธีการคำนวณปริมาณงานและอัตราเผื่อสูญเสีย (Wastage Factor) ที่ต่างกัน โดยเฉพาะกรณีแบบแปลนขาดความชัดเจน

โครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง: เข้าใจ "Factor F" และค่าดำเนินการ

ราคาต่อหน่วยใน BOQ ที่ผู้รับเหมาคิด ไม่ได้มีเพียงค่าวัสดุและค่าแรงช่างหน้างาน (Direct Cost) แต่แฝงด้วยต้นทุน ทางอ้อมที่จำเป็นต่อการบริหารโครงการ ซึ่งในงานวิศวกรรมเรียกว่า Factor F:

ต้นทุนทางตรง (Direct Cost)

ปริมาณวัสดุตามจริง + ค่าแรงงานติดตั้ง ณ หน้างาน

ต้นทุนทางอ้อมหน้างาน (Job Site Overhead)

ค่าน้ำ-ไฟฟ้าชั่วคราว, ที่พักคนงาน, ค่าจ้างวิศวกรควบคุมงานและโฟร์แมนประจำไซต์, ระบบรักษาความปลอดภัย และค่าประกันภัยงานก่อสร้าง (Contractor's All Risks Insurance: CAR)

ต้นทุนสำนักงานใหญ่และกำไร (General Overhead & Profit Margin)

ค่าบริหารส่วนกลาง ดอกเบี้ยเงินกู้หมุนเวียน และกำไรสุทธิ ซึ่งจากแนวทางปฏิบัติทั่วไปในวงการมักอยู่ที่ประมาณ 10% ถึง 18% ขึ้นอยู่กับขนาดและความเสี่ยงของโครงการ

สัญญาณเตือนเชิงลบและกลยุทธ์การตั้งราคาที่ต้องระวัง (Red Flags)

การเสนอราคาแบบเหมารวมก้อนเดียว (Lump Sum without Breakdown)

แสดงเพียงตัวเลขรวมรายการเดียวโดยปราศจากการแจกแจงปริมาณงาน (Quantity) และราคาต่อหน่วย (Unit Rate) ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ และเปิดช่องให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงเมื่อมีงานเพิ่ม-ลด (Variation Orders)

กลยุทธ์ปั้นราคางวดแรกสูงผิดปกติ (Front-Loaded Bidding)

ผู้รับเหมาจงใจดันราคางวดแรก ๆ (งานเข็ม, ฐานราก, โครงสร้างชั้นล่าง) ให้สูงกว่าความเป็นจริง แล้วไปกดราคางานหมวดท้าย ๆ (ฝ้า, สี, สุขภัณฑ์) ให้ต่ำลงเพื่อให้ราคารวมดูแข่งขันได้ กลยุทธ์นี้ทำให้ผู้รับเหมาดึงกำไรโครงการออกไปล่วงหน้า หากเกิดการทิ้งงานในหมวดสถาปัตยกรรม เงินค่างวดที่เหลือจะไม่เพียงพอต่อการจ้างผู้รับเหมาใหม่มาดำเนินการต่อ

การระบุสเปกแบบคลุมเครือ (Vague Specifications)

ไม่ระบุยี่ห้อ รุ่น ชั้นคุณภาพ หรือมิติความหนาของวัสดุหลักอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้คำว่า "หรือเทียบเท่า" โดยไม่ระบุว่าต้องผ่านความเห็นชอบจากสถาปนิกหรือวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อน

ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างผิดปกติ (Predatory Underbidding)

จากประสบการณ์ตรวจสอบทั่วไป (ไม่มีเกณฑ์ทางกฎหมาย/ประกาศราชการกำหนดตัวเลขนี้ไว้ตายตัว) ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางประเมินเกินกว่าประมาณ 15–20% มักเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม อาจสะท้อนการตัดลดขั้นตอนมาตรฐานวิศวกรรมหน้างาน หรือเป็นกลยุทธ์การตั้งราคาเพื่อรับงานก่อน แล้วบีบเรียกเก็บเงินเพิ่มผ่านงานเพิ่ม-งานลดในภายหลัง

เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ (Tolerance Variance Matrix) — ค่าอ้างอิงเชิงปฏิบัติ

เมื่อนำ BOQ ของผู้รับเหมามาเทียบกับ BOQ อิสระที่คำนวณจากแบบจริง ตารางด้านล่างเป็นเกณฑ์ปฏิบัติ (Rule of Thumb) ที่ผู้ประมาณราคาใช้กันทั่วไปจากประสบการณ์ ไม่ใช่มาตรฐานบังคับตามกฎหมายหรือประกาศราชการ ใช้เป็น จุดสังเกตเบื้องต้นก่อนตรวจสอบรายละเอียดจริงร่วมกับผู้รับเหมา:

หมวดงานก่อสร้างเกณฑ์ความต่างที่ยอมรับได้ (Tolerance)สาเหตุทางเทคนิคและข้อสังเกต
งานโครงสร้าง (คอนกรีต, เหล็ก, ไม้แบบ) ±5% ถึง ±10% มิติตามเรขาคณิตมีระยะชัดเจน หากต่างเกิน 10% มักเกิดจากการคำนวณระยะทาบเหล็กผิด ลืมคิดคอนกรีตหยาบ หรือนับคอนกรีตคานทับซ้อนกับพื้น
งานสถาปัตยกรรม (ผนัง, ฉาบ, กระเบื้อง) ±10% ถึง ±15% ขึ้นอยู่กับอัตราเผื่อเศษที่ใช้กันจริงหน้างาน (ค่าที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวเลขบังคับตามมาตรฐาน) เช่น กระเบื้องมักเผื่อราว 7–10%, อิฐก่อราว 5% หากต่างเกินนี้อาจเกิดจากการลืมหักช่องเปิดประตู-หน้าต่าง
งานระบบวิศวกรรม (M&E: ไฟฟ้า, สุขาภิบาล) ±15% ถึง ±20% แปลน 2D มักไม่ระบุระยะดิ่งและจุดดัด Fitting อุปกรณ์จริง จึงยอมรับความคลาดเคลื่อนได้สูงกว่าหมวดอื่น

ขั้นตอนการตรวจสอบและสอบทานราคา (Price Auditing Workflow)

1

กำหนดข้อบังคับการแจกแจงเอกสาร BOQ มาตรฐาน

ผู้ว่าจ้างต้องกำหนดให้ผู้รับเหมาทุกรายยื่นข้อเสนอราคาในรูปแบบบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) ที่จำแนกปริมาณงาน ราคาวัสดุต่อหน่วย และค่าแรงต่อหน่วยแยกจากกันอย่างชัดเจนตามหมวดหมู่งาน

2

จัดทำบัญชีปริมาณงานอิสระเพื่อการเทียบเคียง (Independent Take-off)

หากมีไฟล์แบบแปลนดิจิทัลที่ผ่านการส่งออกเชิงเวกเตอร์ (Vector PDF) ควรนำเข้าสู่กระบวนการถอดปริมาณงานอิสระ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ถอดแบบอัตโนมัติ (PDFtoBOQ) เพื่อให้ได้ปริมาตรคอนกรีต น้ำหนักเหล็กเสริม และพื้นที่ผิวอ้างอิงที่ไม่เอนเอียงจากมุมมองของผู้รับเหมา

3

การสอบทานรายหมวดและการวิเคราะห์ผลต่าง (Variance Analysis)

เปรียบเทียบตัวเลขในระดับองค์อาคารย่อย หากพบว่าปริมาณงานในหมวดโครงสร้างมีความแตกต่างเกินกว่าเกณฑ์ Tolerance ให้ตรวจสอบสมมติฐานการคำนวณร่วมกับผู้รับเหมาทันที

4

การตรวจสอบแผนการเบิกจ่ายค่างวด (Payment Schedule vs BOQ Milestone)

ตรวจสอบว่างวดการจ่ายเงินในสัญญาผูกพันกับปริมาณเนื้องานที่แล้วเสร็จจริง (Physical Progress) ตาม BOQ หรือไม่ สัญญาที่มีมาตรฐานต้องไม่มีการจ่ายเงินค่างวดล่วงหน้าที่ไม่สัมพันธ์กับมูลค่างานที่สร้างเสร็จบนไซต์

ข้อกำหนดทางวิชาชีพ: ตัวเลขที่ได้จากการคำนวณด้วยเครื่องมืออัตโนมัติหรือการประมาณการเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเกณฑ์เทียบเคียงในการเจรจาต่อรองเท่านั้น มิใช่เอกสารรับรองทางวิศวกรรมที่มีผลผูกพัน ทางกฎหมาย สำหรับกรณีที่มีข้อพิพาททางสัญญา ควรดำเนินการผ่านวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรณีราคาที่คำนวณได้เองต่ำกว่าราคาเสนอของผู้รับเหมามาก บ่งชี้ถึงการทุจริตหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป ส่วนต่างอาจเกิดจากการคิดค่า Factor F ที่ครอบคลุมการประกันภัยและวิศวกรคุมงานประจำไซต์ การกำหนดชั้นคุณภาพวัสดุที่สูงกว่า หรือขอบเขตงานบริการเสริม ผู้ว่าจ้างควรขอให้ผู้รับเหมาจำแนกแจกแจงเหตุผล ของส่วนต่างราคาในรายการนั้นๆ เป็นรายหมวด

สามารถนำเอกสาร BOQ จากระบบอัตโนมัติไปใช้เป็นพยานหลักฐานทางคดีได้หรือไม่?

ไม่สามารถใช้แทนรายงานทางวิศวกรรมอย่างเป็นทางการได้ ข้อมูลจากระบบอัตโนมัติทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุน การตัดสินใจเบื้องต้น การนำไปใช้อ้างอิงทางคดีต้องผ่านการตรวจสอบ รับรอง และลงนามกำกับโดยวิศวกรวิชาชีพตาม กรอบของพระราชบัญญัติวิศวกร

หากไม่มีแบบแปลนจริง จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของราคาเสนอได้อย่างไร?

หากยังไม่มีแบบแปลนดิจิทัลมาตรฐาน จะไม่สามารถถอดปริมาณงานเพื่อสอบทานเชิงลึกได้ ทำได้เพียงตรวจสอบความครบถ้วน ของเอกสาร การระบุยี่ห้อและเกรดวัสดุ ตลอดจนการตรวจสอบเงื่อนไขการแบ่งงวดงานไม่ให้เกิดภาวะ Front-Loaded Bidding ตามรายการแจ้งเตือนเชิงลบ (Red Flags)

มีแบบก่อสร้างเป็นไฟล์ PDF อยู่แล้ว?

ลองคำนวณ BOQ อิสระฟรี เทียบกับใบเสนอราคาที่ได้มา ดูตารางสรุปได้ทันทีบนหน้าจอ

ถอดแบบฟรีตอนนี้

อ่านเพิ่ม: งบสร้างบ้าน 2569 ต้องเตรียมเท่าไหร่? · ถอดแบบ PDF เป็น BOQ อย่างไรให้แม่น (ฉบับวิศวกร) · จำเป็นไหมที่ต้องจ้างถอดแบบเอง?